06 May

รถรับจ้าง เทคนิคลับ ขับรถลุยน้ำยังไงก็ไม่พัง

รถรับจ้าง เทคนิคลับ ขับรถลุยน้ำยังไงก็ไม่พัง เรามีวิธีเอาตัวรอดถ้าหากคุณเจอ น้ำท่วม และต้อง ขับรถลุยน้ำ คุณจะขับฝ่าไปยังไงโดยที่ไม่ให้ รถดับ รับรองว่าได้ผลแล้วรถเราก็ไม่พังง่ายด้วย เพียงแค่ 3 เทคนิคนี้

1. ประเมินความลึกของน้ำ

ถ้าทางข้างหน้ามีน้ำท่วมขังแล้วเราจำเป็นต้องขับรถลุยน้ำไป ควรประเมินความลึกของน้ำด้วยการเช็คกับระดับฟุตบาท โดยฟุตบาททั่วไปจะมีความสูงตั้งแต่ 10-30 เซนติเมตร ดังนั้น หากน้ำท่วมเอ่อล้นปริ่มฟุตบาท แสดงว่าระดับน้ำค่อนข้างสูงจนเป็นอันตรายสำหรับรถเก๋งทั่วไปได้

2. ขับรถลุยน้ำด้วยความเร็วต่ำ

หากประเมินแล้วว่าระดับน้ำไม่สูงจนเกินไป (ไม่เกิน 30 เซนติเมตรสำหรับรถเก๋งปกติ) ให้ขับรถลุยน้ำผ่านไปด้วยความเร็วต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะหลายคนเข้าใจผิดว่าการขับรถลุยน้ำ จะต้องเร่งเครื่องให้รอบเครื่องยนต์ขึ้นสูงเพื่อป้องกันรถดับ แต่ความเป็นจริงเป็นเรื่องที่ผิดมหันต์ เพราะน้ำที่ท่วมขังจะกระฉอกอย่างรุนแรง ขณะที่การเร่งเครื่องจะทำให้เครื่องยนต์ดูดอากาศเข้าไปเผาไหม้อย่างรุนแรงเช่นกัน ซึ่งถ้าน้ำถูกดูดเข้าไปแล้วล่ะก็ รับรองว่าก้านสูบหัก เครื่องยนต์ดับ เครื่องยนต์น็อค กลายเป็นเรื่องใหญ่อย่างแน่นอน

ถ้าจำเป็นต้องลุยน้ำหรือแช่น้ำนาน ในระดับน้ำสูงประมาณ 10-20 เซนติเมตร จนท่วมช่วงล่างของรถ เราควรเปลี่ยนสารหล่อลื่นที่เป็นของเหลว เพราะน้ำที่ใต้รถอาจทำให้เกิดความชื้น เช่น น้ำมันเฟืองท้าย น้ำมันเกียร์ ถ้าเป็นรุ่นที่มีลูกปืนล้อ ก็ควรตรวจเช็คจารบีของลูกปืนล้อ เพราแช่น้ำนานๆอาจทำให้เกิดความเสียหายได้เร็วกว่าปกติ

ดังนั้นจึงควรใช้ความเร็วให้ช้าที่สุด เดินคันเร่งให้เนียน ให้จำไว้ว่าตราบใดที่น้ำไม่ถูกดูดเข้าไปยังห้องเผาไหม้ รถจะไม่มีทางดับอย่างแน่นอน

3. ใช้เลนที่ระดับน้ำต่ำที่สุด

บนถนนที่มีน้ำท่วมขังมักมีการชะลอตัวของจราจร เพราะหลายคนจะหลีกไปใช้เลนที่มีน้ำตื้นที่สุด ดังนั้นจึงไม่ควรใจร้อนขับในเลนที่มีน้ำท่วมขังสูง เพราะหากเกิดเครื่องยนต์น็อคขึ้นมา นอกจากจะต้องเสียเงินซ่อมรถแล้ว ยังเสียหน้ารถคันอื่นอีกต่างหาก ทางที่ดีควรใจเย็นให้มากที่สุด อีกทั้้งเราควรชะลอความเร็วเมื่อเจอน้ำขัง เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้น เช่น ตกหลุม หรือชนกับสิ่งที่จมน้ำอยู่ เช่น ขอบฟุตบาท หรือต้นเสา เป็นต้น